Please enable JS
BACK

8 ขั้นตอน ฝึกสอนลูกแมวสำหรับพ่อแม่มือใหม่

8 ขั้นตอน ฝึกสอนลูกแมว สำหรับพ่อแม่มือใหม่

 

สำหรับผู้เลี้ยงแมวมือใหม่ การเลี้ยงลูกแมวแรกเกิดคงเป็นเรื่องน่าหนักใจอยู่มาก แต่มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพราะเรามีเคล็ด (ไม่) ลับ 8 ขั้นตอนง่ายๆ เอาไว้ฝึกสอนลูกแมวที่บ้านมาฝากกัน

1. เริ่มฝึกลูกแมวให้คุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับคน

เจ้าของควรดูแลลูกแมวอย่างใกล้ชิด ควรจับลูกแมวอย่างเบามือ กอด และอุ้มอย่างต่อเนื่องเมื่อลูกแมวมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และหากเด็กๆ อยากเล่น ควรสอนวิธีเล่นกับลูกแมวให้เด็กๆด้วย

โดยปกติลูกแมวจะยอมให้คนจับและเข้าใกล้ได้ง่ายขึ้นเมื่อลูกแมวเห็นแม่แมวนอนสงบนิ่งอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ส่งสัญญาณอันตรายใดๆ การมองเห็นแม่แมวอยู่ในสายตานั้นทำ ให้ลูกแมวมั่นใจได้ว่าสิ่งรอบข้างไม่มีอะไรน่ากลัว

มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนว่า การอุ้มและกอดลูกแมวตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวแรกเกิดนั้น สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกแมวได้ การศึกษาพบว่าลูกแมววิเชียรมาศ (ลูกแมวสยาม) ที่ได้รับการเลี้ยงแบบกอด อุ้มใกล้ชิดเป็นเวลา 20 นาทีต่อวันในช่วง 30 วันตั้งแต่แรกเกิด จะลืมตาได้ก่อน และออกมาจากกล่องที่เป็นรังอนุบาลได้เร็วกว่าลูกแมวตัวอื่นๆ

ในทางกลับกัน งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าลูกแมวที่เกิดในสถานที่ห่างไกลผู้คนจะใช้เสียงขู่เมื่อมีคนเข้าใกล้ตั้งแต่อายุได้เพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น แต่เมื่อทดลองนำลูกแมวที่เกิดจากครอกเดียวกันมาอยู่ใกล้ชิดคนโดยให้มีคนอุ้มและเล่นกับลูกแมวทุกวัน ลูกแมวในกลุ่มหลังนี้จะไม่แสดงอาการหวาดกลัวผู้คนแต่อย่างใด โดยงานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่าการอุ้มลูกแมว จับและเล่นกับลูกแมวทุกวันตั้งแต่แรกเกิดจนลูกแมวอายุได้ 1 เดือนอาจช่วยกระตุ้นพัฒนาการในการเรียนรู้ของลูกแมวได้

2. ฝึกให้ลูกแมวเข้าสังคม

เมื่อลูกแมวมีอายุได้ 4-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงวัยเล่นซน ลูกแมวจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเล่นกับแมวตัวอื่น แต่สำหรับเจ้าของที่เลี้ยงลูกแมวตัวเดียว ก็สามารถสร้างความคุ้ยเคยด้วยการให้ลูกแมวเล่นกับของเล่น เพื่อฝึกให้ลูกแมวเรียนรู้การสื่อสาร ทำให้สามารถเชื่อฟังเจ้าของมากยิ่งขึ้นเมื่อโตเต็มวัย

และเพื่อลดความกลัวคนแปลกหน้า เจ้าของควรฝึกให้ลูกแมวทำความคุ้นเคยกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก และสอนเด็กเล็กให้เรียนรู้วิธีในการเล่นกับลูกแมวอย่างถูกต้อง ไม่แกล้งหรือแหย่ เพราะอาจทำให้ลูกแมวหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าหาอีก

3. พาลูกแมวไปพบสัตว์แพทย์อยู่เสมอ

เจ้าของควรพาลูกแมวตัวใหม่ไปตรวจสุขภาพก่อนทุกครั้ง โดยสามารถเริ่มตั้งแต่พาไปถ่ายพยาธิเมื่ออายุ 1 เดือน และสามารถเริ่มโปรแกรมวัคซีนได้ตั้งแต่ 2 เดือนเป็นต้นไป และหมั่นพาไปพบสัตว์แพทย์ตามโปรแกรมสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าลูกแมวจะได้รับวัคซีนครบถ้วน ลูกแมวก็จะมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย

4. ฝึกลูกแมวให้ทานอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัย

เป็นที่รู้กันดีว่าลูกแมวมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว จึงต้องการคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และให้พลังงานสูงเป็นพิเศษ เช่น อาหารสำหรับลูกแมวเกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยมจากโปรแพลน ที่นอกจากจะมีโปรตีนสูง และสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกแมวแล้ว ยังมีส่วนผสมของโคลอสตรัม (colostrum) ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยตอบสนองต่อการทำวัคซีนได้ดียิ่งขึ้น

โดยสามารถให้เริ่มทานได้ตั้งแต่หลังหย่านมจนถึง 1 ปี และถึงแม้ว่าในช่วง 5 เดือนแรก ลูกแมวจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นถึง 20 เท่าในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่หลังจากอายุ 6 เดือนขึ้นไป อัตราการเจริญเติบโตของลูกแมวจะค่อยๆ ลดลง เจ้าของจึงต้องปรับเปลี่ยนอาหารให้ลูกแมวทานอาหารอย่างเหมาะสมกับในแต่ละช่วงวัย

5. ฝึกลูกแมวให้คุ้นเคยกับการอาบน้ำและแปรงขน

เจ้าของควรฝึกให้ลูกแมวคุ้นเคยกับการทำความสะอาดและแปรงขนตั้งแต่ยังเล็กเพราะจะสามารถปรับตัวได้เร็ว ในลูกแมวพันธุ์ขนยาวควรหมั่นแปรงขนให้ทุกวัน ส่วนสำหรับลูกแมวพันธุ์ขนสั้นสามารถแปรงขนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เทคนิคสำคัญคือการนำอุปกรณ์แปรงขนมาวางให้ลูกแมวเห็น จากนั้นค่อยๆ แปรงลงไปบนตัวลูกแมวเบาๆ ทีละน้อยแต่บ่อยๆ และควรทำในเวลาที่ลูกแมวรู้สึกผ่อนคลาย

6. คอยสังเกตเมื่อลูกแมวมีสัญญาณของอาการป่วย

การแปรงขนและอาบน้ำให้ลูกแมวจะช่วยให้เราได้สำรวจสภาพผิวหนังและขนของลูกแมวเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น กลาก เกลื้อน บาดแผลต่างๆ ที่อาจขึ้นมาบนผิวหนัง รวมถึงตัวเห็บ หมัด ก้อนขน และหากเกิดความผิดปกติใดๆ ควรรีบไปปรึกษาสัตวแพทย์ทันที เพราะฉะนั้น เจ้าของควรฝึกให้ลูกแมวคุ้นเคยกับการจับหรือสัมผัสทุกส่วนของร่างกาย เพื่อให้ลูกแมวเชื่อง เลี้ยงง่าย ปรับตัวได้ไว

7. ฝึกพฤติกรรมลูกแมวให้มีวินัยอยู่เสมอ

เราสามารถเริ่มฝึกพฤติกรรมได้โดยเริ่มจากการตั้งชื่อลูกแมว เมื่อลูกแมวมีชื่อแล้ว เจ้าของควรให้คนในครอบครัวเรียกชื่อเดียวกันนี้ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรบ่อยๆ เพื่อฝึกให้ลูกแมวจดจำและเชื่องต่อการเรียกชื่อ ในบางครั้งลูกแมวอาจแสดงพฤติกรรมเล่นซนเพราะอยากเล่นสนุก เจ้าของสามารถฝึกลูกแมวให้เล่นกับของเล่นแมวต่างๆ เช่น เสาลับเล็บ กล่อง หรือลูกบอล เป็นต้น แต่ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการเล่นแรงๆ เพราะลูกแมวอาจต่อสู้กลับด้วยการข่วน ตะปบ หรือกัดได้ ซึ่งหากเจ้าของโดนกัดหรือข่วน ก็ควรดุลูกแมวให้จดจำเพื่อให้รับรู้ว่าไม่ควรทำอีก แต่ควรหลีกเลี่ยงการตะโกนใส่เพราะลูกแมวมีหูที่ไวต่อเสียงมาก อาจจะทำให้เขาตกใจกลัว และเมื่อลูกแมวไม่ดื้อไม่ซน ทำตัวตามที่เราฝึกสอนแล้ว ก็ควรเอ่ยชมให้กำลังใจ

8. ฝึกลูกแมวให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง

เจ้าของควรฝึกลูกแมวให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทางด้วยการให้ใช้กระบะทราย โดยควรแยกกระบะทรายไว้ให้เป็นสัดส่วนในบริเวณบ้าน เมื่อถึงเวลาที่ควรขับถ่าย เช่น หลังมื้ออาหาร หลังการงีบหลับยาวๆ ก็จับลูกแมวไปไว้ในห้องน้ำแมว และฝึกให้ลูกแมวขับถ่ายในตอนตื่นและก่อนเข้านอนอย่างสม่ำเสมอ

เจ้าของไม่ควรปล่อยให้ลูกแมวมีอิสระทั่วบริเวณบ้านจนกว่าลูกแมวจะสามารถขับถ่ายในกระบะทรายได้ และควรเก็บกวาดกระบะทรายให้สะอาดอยู่เสมอด้วยตระแกรงหรือแผ่นกรองมูล เพราะลูกแมวจะไม่ถ่ายซ้ำลงไปในกระบะที่ยังสกปรกอยู่ เมื่อต้องเปลี่ยนทรายแมวและทำความสะอาดกระบะ ให้ล้างด้วยสบู่และน้ำอุ่น อย่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแรงๆ เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพของลูกแมว และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังทำความสะอาดกระบะทรายเพื่อสุขอนามัยที่ดีด้วย

รายการสำหรับการเลี้ยงลูกแมว

• กระเป๋าหรือตะกร้าแมว
• ชามใส่น้ำและอาหารลูกแมว
• กระบะทราย หรืออุปกรณ์ห้องน้ำแมว
• ที่นอนแมว
• เสาลับเล็บแมว
• ปลอกคอ
• อุปกรณ์อาบน้ำ แปรงขนแมว
• ของเล่น

BACK