Please enable JS
BACK

นมน้ำเหลืองคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อลูกแมวแรกเกิด?

นมน้ำเหลืองคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อลูกแมวแรกเกิด?

ช่วงเวลาแรกเกิด นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดสำหรับลูกแมว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังปรับตัว และเกิดการพัฒนาของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย มีงานวิจัยพบว่า 20% ของลูกแมวแรกเกิดมักเสียชีวิตลงในช่วงเวลาหลังคลอดจนถึงก่อนหย่านม1 เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ณ ช่วงเวลาสำคัญนี้ การดูแล และเอาใจใส่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการดูแลเพื่อการพัฒนาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ดี โดยสิ่งที่มีบทบาทสำคัญที่สุดและมีความจำเป็นที่ลูกแมวจะได้รับทันทีหลังคลอด คือ นมน้ำเหลือง

นมน้ำเหลืองคืออะไร?

นมน้ำเหลือง คือ น้ำนมจากแม่แมวที่หลั่งในช่วง 2 วันแรกหลังคลอด มีลักษณะความหนืดข้น และสีที่เข้มมากกว่าน้ำนมโดยปกติทั่วไป นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหาร และภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อจากแม่มาสู่ลูก ส่งผลให้ร่างกายของลูกแมวมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกายในรูปแบบของภูมิคุ้มกันแบบได้รับมา (passive immunity) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการรับมือกับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคโดยเฉพาะในช่วงแรกคลอดจนถึงหย่านม

นมน้ำเหลืองคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อลูกแมวแรกเกิด?

องค์ประกอบและความสำคัญของนมน้ำเหลือง

องค์ประกอบและความสำคัญของนมน้ำเหลืองประกอบไปด้วย

  1. สารอาหารประเภทโปรตีน และไขมัน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์
  2. สารภูมิต้านทาน (antibodies) และสารต้านจุลชีพ (antimicrobial factors) เช่น lactoferrin ช่วยป้องกันการรุกรานของเชื้อโรคภายนอกร่างกาย
  3. อิมมูโนโกลบูลิน (immunoglobulin หรือ Ig) เช่น IgG และ sIgA ที่มีส่วนช่วยในการดักจับจุลชีพและทำปฏิกิริยากับภูมิคุ้มกันบริเวณลำไส้ หรือ GALT (gut associated lymphoid tissue) เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
  4. ทำหน้าที่เสมือนโพรไบโอติก (probiotic) ช่วยคงสมดุลการทำงานของจุลชีพภายในลำไส้ ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายมีภูมิคุ้นกันและสุขภาพลำไส้ (gut health) ที่ดี
  5. สารเร่งการเจริญเติบโต (growth factors) ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่น EGF TGF-a TGF-b และ IGF

โดยก่อนหน้านี้มีงานวิจัยพบว่านมน้ำเหลืองจัดเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลให้ลูกแมวมีสุขภาพร่างกายที่ดีได้ โดยงานวิจัยดังกล่าวได้ทำการทดลองในลูกแมวตัวอย่างจำนวน 24 ตัว โดยแบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับอาหารปกติ และกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมด้วยนมน้ำเหลือง พบว่าในกลุ่มลูกแมวที่รับอาหารเสริมด้วยนมน้ำเหลืองมีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า (ทดสอบโดยการวัดการตอบสนองต่อการฉีดกระตุ้นวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า) อีกทั้งการเสริมนมน้ำเหลืองยังมีส่วนช่วยในการป้องกันการติดเชื้อที่ลำไส้ลดการเกิดอาการลูกแมวท้องเสีย หรือลูกแมวถ่ายเหลวได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

นมน้ำเหลืองคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อลูกแมวแรกเกิด?

กลไกการทำงานของนมน้ำเหลือง

นมน้ำเหลืองคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อลูกแมวแรกเกิด?

สารที่มีคุณสมบัติสำคัญในการออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายที่พบได้ในนมน้ำเหลือง คือ อิมมูโนโกลบูลิน พบว่าอิมมูโนโกลบูลินที่ได้จากนมน้ำเหลืองจะไปจับตัวกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน (immune cell) ที่บริเวณผิวของลำไส้ (GI mucosa) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ส่งผลให้เกิดการหลั่งไซโตไคน์ (cytokine) ไปในระบบหมุนเวียนเลือด เกิดการส่งสารกระตุ้นให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันเกิดการสร้างสารภูมิคุ้มกันที่เพิ่มมากขึ้น โดยเกิดการตอบสนองใน 2 ลักษณะ คือ

  1. การตอบสนองทั่วร่างกาย (systemic response) : เกิดการกระตุ้นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้หลั่ง IgG เข้าสู่กระแสเลือดเพื่อรับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย
  2. การตอบสนองเฉพาะที่ (local response) : เกิดการกระตุ้นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันบริเวณลำไส้ให้หลั่ง IgA เข้าสู่ทางเดินอาหารเพื่อรับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในระบบทางเดินอาหาร

ความสำคัญของนมน้ำเหลืองต่ออาการท้องเสียในลูกแมว

อาการลูกแมวท้องเสีย หรือลูกแมวถ่ายเหลว นับเป็นอาการสำคัญที่พบได้มากโดยเฉพาะในการเลี้ยงแมวร่วมกันหลายตัว2 โดยนับเป็น 1 ในโรคที่พบได้มากที่สุดรองลงมาจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น3 ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นปรสิตภายใน เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส นอกจากนี้ยังพบว่าความเครียดยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสมดุลของแบคทีเรียชนิดดี และร้ายในลำไส้ของลูกแมว ทำให้เกิดภาวะ dysbiosis หรือ gut microflora imbalance ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการลูกแมวท้องเสีย หรือลูกแมวถ่ายเหลวตามมาได้ ดังนั้นนอกจากการรักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมและการลดโอกาสการเกิดความเครียดในลูกแมวแล้ว การมีเกราะป้องกันภายในทางเดินอาหารที่ดีจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกแมวสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคที่รุกรานเข้ามาภายในร่างกาย ป้องกันการเกิดอาการลูกแมวท้องเสีย หรือลูกแมวถ่ายเหลวได้ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ภูมิคุ้มกันภายในระบบทางเดินอาหารคือนมน้ำเหลือง ซึ่งมีผลการวิจัยจากหลากหลายสถาบันยืนยันแล้วว่ากลไกการทำงานของนมน้ำเหลืองส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพลำไส้ของลูกแมว และการได้รับนมน้ำเหลืองภายหลังการคลอดเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกแมวขาดไม่ได้

นมน้ำเหลืองคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อลูกแมวแรกเกิด?

การเสริมนมน้ำเหลืองเพื่อสุขภาพร่างกายของลูกแมวที่ดี

อัตราการรอดชีวิตของลูกแมวโดยเฉพาะในช่วง 3 อาทิตย์แรกหลังคลอดนั้นพบว่าขึ้นอยู่กับการได้รับนมน้ำเหลืองอย่างมีนัยยะสำคัญ1 และการได้รับนมน้ำเหลืองมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบทางเดินอาหาร ป้องกันการเกิดอาการลูกแมวท้องเสีย หรือลูกแมวถ่ายเหลวได้ การได้รับนมน้ำเหลืองจากแม่แมวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกแมวควรได้รับ นอกจากนี้การเสริมนมน้ำเหลืองไปในอาหารยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกแมวเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ PURINA PRO PLAN เข้าใจในความสำคัญของนมน้ำเหลือง จึงได้คิดค้นสูตรอาหารสำหรับลูกแมว PURINA PRO PLAN Kitten starter สำหรับลูกแมวหลังหย่านมอายุ 4 สัปดาห์ – 6 เดือน และแม่แมวตั้งท้อง หรือแม่แมวให้นม และ อาหารสำหรับลูกแมว PURINA PRO PLAN Kitten สำหรับลูกแมวหลังหย่านมอายุ 4 สัปดาห์ – 1 ปี ซึ่งโดดเด่นด้วยนวัตกรรมการเสริมสารสกัดจากนมน้ำเหลืองเข้าไปในอาหาร อันมีคุณสมบัติดังนี้

  1. ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยให้ลูกแมวมีสุขภาพร่างกายที่ดี สามารถเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. มีการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ อันได้แก่ วิตามินซี และวิตามินอี ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  3. อุดมไปด้วย DHA และ EPA ที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและการมองเห็น
  4. อุดมไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก และฟันให้แข็งแรง

Reference:

  1. Chastant-Millard, S., Aggouni, C., Albaret, A., Fournier, A. & Mila, H. (2017). Canine and feline colostrum. Reprod Dom Anim., 52, 148-152.
  2. Swihart EV. (1997). Chronic diarrhea in kittens : Ending the neverending story. Vet Forum June., 52-61.
  3. Hurley K. (2003). Survey of shelter veterinarian’s research priorities, Shelter Vet Chat Group. Personal communication.
BACK